โรเบิร์ตโต้ คาร์ลอส  ทีมชาติ : บราซิล  เกิดเมื่อวันที่  10 เมษายน ค.ศ. 1973
ติดทีมชาติ : 125 นัด   ยิงประตูในทีมชาติ : 11 ลูก
เล่นทีมชาตินัดแรก : 26/02/1992, บราซิล – อเมริกา (3-0)
เล่นทีมชาตินัดล่าสุด : 01/07/2006, บราซิล – ฝรั่งเศส (0-1)
ยิงประตูในทีมชาตินัดแรก : 06/06/1995, บราซิล – ญี่ปุ่น (3-0)
ยิงประตูในทีมชาตินัดล่าสุด : 12/10/2005, บราซิล – เวเนซูเอล่า (3-0)

โรแบร์โต้ คาร์ลอส  จัดได้ว่าเป็นแบ็กซ้ายที่ตัวเล็กมาก หากเทียบกับนักเตะคนอื่น เขามีความแข็งแกร่ง , ความเร็ว, ทักษะที่ดีเยี่ยมและทรงพลังเตะอันมหาศาล  เขามีลูกยิงฟรีคิกที่ทรงพลังอย่างมาก ที่ทำให้ นายทวารหลาย ๆ ต่อหลายคน ถึงกับฝันร้ายเมื่อได้สัมผัสลูกยิงของเขามาแล้ว และหากสังเกตดูที่ขาของเขาให้ดีๆก็จะหายสงสัยทันทีว่าพละกำลังอันมากมายของเขานั้นมาจากไหน

Roberto Carlos ย้ายจาก พัลไมรัส มาร่วมทีมกับ อินเตอร์ มิลาน ในปี 1995 แต่เล่นได้เพียงฤดูกาลเดียว เขาก็ถูก เรอัล มาดริด คว้าตัวไป และที่นี้ เขาก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ราชันชุดขาว” เพราะด้วยความสามารถเฉพาะตัว ความเร็ว,ความแข็งแกร่งที่ไม่แพ้กองหน้า ทำให้เขากลายเป็นนักฟุตบอล ที่มีช่วงเวลาที่สุดยอดระหว่างปี 1997-2003 เมื่อเขาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งกับ เรอัล มาดริด ต้นสังกัดของเขา และยังช่วยให้ บราซิล ทีมบ้านเกิดของเขา ประสบความยิ่งใหญ่ ระดับโลก อีกด้วย
ใน ปี 1995 Roberto Carlos เกือบจะได้ย้ายไปร่วมทีมกับ เซา เปาโล ด้วยความเก่งกาจของเขา ทำให้ อินเตอร์ มิลาน ยอมทุ่มเงินเพื่อซื้อตัวเขามาร่วมทัพ  เขาได้ย้ายไปเล่นให้กับ อินเตอร์ มิลาน ทำให้แฟนบอลมีความหวังกับตัวเขา แต่เขาไม่สามารถที่จะงัดฟอร์มสุดยอดให้แฟนๆได้ชมได้อย่างที่คาดหวัง  ด้วยเหตุผลที่เขาเป็นโรคคิดถึงบ้าน และเขาก็ยังได้เล่นในตำแหน่งที่เขาไม่ถนัด เขาจึงขอย้ายทีม จนกระทั่ง เรอัล มาดริด ได้ติดต่อดึงตัวเขาไปร่วมทีม และนี่คือการซื้อที่คุ้มค่าที่สุดในรอบหลายสิบปี ของ รีลมาดริด เลยก็ว่าได้  ด้วยรูปร่างที่แตกต่างจากนักเตะคนอื่น เขามีท่อนขาที่แข็งแกร่งดุจท่อนไม้ มีรูปร่างที่เตี้ย สั้น แถมยังหัวโล้น ทว่าสิ่งเหล่านั้น ไม่สามารถบดบังความเก่งกาจของเขาได้เลย เพราะเขาคือแบ็คซ้ายที่ทรงพลังที่สุด การเข้าสกัดที่หนักหน่วง มีลูกยิงไกล และลูกฟรีคิก ที่จัดอยู่ในระดับขั้นเทพ ทำให้เขาโดดเด่นที่สุดในตำแหน่งแบ็คซ้ายของโลก ในปี 1997 คาร์ลอส ก็สามารถคว้าแชมป์ลีกสเปน เป็นครั้งแรกกับ เรอัล มาดริด ได้สำเร็จ แถมในปีเดียวกัน เขายังคว้าแชมป์ โคปา อเมริกา เท่านั้นไม่พอ ในเดือนธันวาคม เขาและทีมชาติบราซิล ยังผงาดซิวแชมป์คอนเฟเดอร์เรชั่น คัพ อีกต่างหาก  ตลอด 11 ปี ในชุดสีขาว คาร์ลอสกลายเป็นตำนาน พาทีมคว้าแชมป์ ลา ลีกา 4 สมัย , ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 3 สมัย ,สแปนิช ซูปเปอร์โตปา 3 สมัย

ได้มีการบันทึกความเร็วและแรงลูกยิงของเขาไว้ ถึง 120-150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เลยทีเดียว ซึ่งน้อยนักเตะนักที่จะทำได้ใกล้เคียงลูกยิงของเขา

ในซีซั่นถัดมา คาร์ลอส ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ เรอัล มาดริด ผงาดคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการเฉือนเอาชนะ ยูเวนตุส 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม

คาร์ลอส ได้เดินทางไปร่วมกับทีมชาติบราซิล เพื่อไปตะลุยในศึกฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส  ซึ่งในครั้งนั้น ทีมชาติบราซิล ยังมีโรนัลโด้ ดาวเตะซูปเปอร์สตาร์ของ บาร์เซโลนา เป็นทีมเต็ง 1 ในการแข่งขันครั้งนี้ และ ทีมชาติบราซิล ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง จนสามารถเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ เพื่อป้องกันแชมป์ แต่สุดท้ายเมื่อทีม ปราศจาก โรนัลโด้ ศูนย์หน้าประจำทีม ก็ทำให้แพ้กับฝรั่งเศสไปแบบหมดสภาพ 0-3 ได้แค่รองแชมป์เท่านั้น ถึงแม้ว่า คาร์ลอส จะได้รับเลือกให้ติดทีมยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ ก็ตาม

ในปี 2001 คาร์ลอส ได้มีโอกาสลงเล่นกับเหล่าสตาร์ดังของโลก อย่าง ซีเนดีน ซีดาน ที่ย้ายมาร่วมทัพ เพื่อให้เขาเข้ามาผนึกกำลัง กับ หลุยส์ ฟิโก้ และ ราอูล กอนซาเลซ และก็ช่วยให้ทีม คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สำเร็จ ได้อีกครั้ง ในปี 2002 หลังจากที่เฉือนเอาชนะ เลเวอร์คูเซ่น 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ และในปีเดียวกัน คาร์ลอส ก็ประสบความสำเร็จ กับ เสื้อทีมชาติบราซิล อีกครั้ง เมื่อกลับมาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกแบบยิ่งใหญ่  หลังจาก เอาชนะ เยอรมัน ในรอบชิงชนะเลิศ 2-0

หลังจากนั้น Carlos ก็ได้รับการเลือกให้เป็น รองนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลก ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของชีวิตนักเตะของเขา

นอกจากนี้ คาร์ลอส ยังช่วยให้ เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ได้อีกครั้ง ในปี 2003 ขณะที่ในศึกฟุตบอลโลก 2006 เขาและทีมชาติบราซิล ไปได้ไกลสุดแค่รอบก่อนรองชนะเลิศเท่านั้น และต่อมาในปี 2007 เขาก็ได้โบกมือ เรอัล มาดริด ด้วยการคว้าแชมป์ ลีก สเปน เป็นการส่งท้าย เพื่อย้ายไปร่วมทัพ เฟเนร์บาห์เช่ ในลีกตุรกี และเขาก็ได้ประกาศเลิกเล่นให้ทีมชาติ หลังลงเล่นไปถึง 125 นัด